«

»

ก.พ.
27

แบบผังภูมิของวงจรรวม

แบบผังภูมิของวงจรรวม หรือ แบบผังภูมิ คือ แบบ แผนผัง หรือภาพที่ทำขึ้นไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดหรือวิธีใดเพื่อให้เห็นถึงการจัดวางให้เป็นวงจรรวม จากคำนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แบบของวงจรไฟฟ้าที่ได้ออกแบบขึ้นมาหรือที่เรียกว่า Layout design และตัวชุดหน้ากากหรือแผ่นบัง mask work ซึ่งเป็นตัวต้นแบบที่ใช้ในการสร้างให้เกิดแบบผังภูมิ ก็จัดว่าอยู่ในข่ายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ด้วยเช่นกัน

เงื่อนไขของแบบผังภูมิที่จะนำมาขอรับความคุ้มครอง 

ในเรื่องนี้กฎหมายมาตรา 6 ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าแบบผังภูมิที่จะนำมาขอรับความคุ้มครองได้ตามกฎหมายจะต้องเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

  1. จะต้องเป็นแบบผังภูมิที่ผู้ออกแบบได้สร้างสรรค์ขึ้นเอง และไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในอุตสาหกรรมวงจรรวม
  2. เป็นแบบผังภูมิที่ผู้ออกแบบได้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยนำเอาชิ้นส่วน ส่วนเชื่อมต่อแบบผังภูมิหรือวงจรรวมอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปมาจัดวางใหม่ ทำให้เกิดเป็นแบบผังภูมิใหม่

ผู้มีสิทธิขอรับความคุ้มครอง

กฎหมายได้กำหนดในเรื่องของผู้มีสิทธิขอรับสิทธิขอรับความคุ้มครองไว้ในมาตรา 7-12 ซึ่งได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้

  1. ผู้ออกแบบ หรือ ผู้ออกแบบร่วม
  2. พนักงานหรือลูกจ้าง ในกรณีที่เป็นการจ้างแรงงาน
  3. ผู้ว่าจ้าง ในกรณีที่เป็นการจ้างทำของ
  4. หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล
  5. ผู้รับโอนหรือผู้รับมรดก

กรณีในการขอรับความคุ้มครองในแบบผังภูมิเป็นของบุคคลตาม 3.2, 3.3 , และ 3.4 นั้นกฎหมายได้กำหนดเพิ่มเติมไว้ว่าถ้ามีหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้เป็นไปตามนั้น เช่น ในกรณีที่เป็นการจ้างแรงงาน ถ้านายจ้างกับลูกจ้างได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ต่างหากว่าแบบผังภูมิที่ลูกจ้างได้สร้างสรรค์ขึ้นมาให้สิทธิในการขอรับความคุ้มครองตกเป็นของนายจ้าง ดังนี้ย่อมทำได้

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับความคุ้มครอง

สำหรับผู้ที่มีสิทธิขอรับความคุ้มครองแบบผังภูมินั้น  กฎหมายกำหนดว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 13 กล่าวคือ

  1. มีสัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
  2. มีสัญชาติของประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การค้าโลก
  3. มีภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์แบบผังภูมิ หรือ การผลิตวงจรรวมในประเทศไทยหรือประเทศสมาชิกขององค์การค้าโลก

ลักษณะของการคุ้มครอง

รูปแบบของการให้ความคุ้มครองแบบผังภูมิจะเหมือนกับการให้ความคุ้มครองทางด้านสิทธิบัตร กล่าวคือใช้ระบบจดทะเบียน คือ ตรวจสอบแต่เฉพาะความถูกต้องด้านของเอกสารและคุณสมบัติของผู้ขอรับความคุ้มครองผู้ที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครองแบบผังภูมิจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรืออาจจะยื่นขอที่หน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล   ซึ่งสำนักงานดังกล่าวจะส่งคำขอดังกล่าวให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการต่อไป คำขอจดทะเบียนจะต้องมีรายการตามที่กฎหมายมาตรา 15 กำหนด เช่น ชื่อและที่อยู่ของผู้ออกแบบ วันที่สร้างสรรค์ แบบผังภูมิ ภาพวาด หรือ ภาพ    ถ่ายลายเส้นที่แสดงแบบผังภูมิหรือตัวอย่างของวงจรรวมที่จะนำแบบผังภูมินั้นไปใช้

เงื่อนไขในการยื่นขอจดทะเบียน

ในกรณีที่ปรากฏว่าบุคคลใดเป็นบุคคลที่มีสิทธิขอรับความคุ้มครองตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3 และเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามข้อ 4 บุคคลนั้นจะมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อขอรับความคุ้มครองแบบ ผังภูมิได้จะต้องเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย

  1. กรณีที่นำแบบผังภูมิหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แล้วไม่ว่าภายในหรือภายนอกประเทศ  การยื่นขอจดทะเบียนแบบผังภูมิจะต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน  2  ปี  นับแต่วันที่ได้นำแบบผังภูมินั้นออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก
  2. ในกรณีที่ไม่มีการนำแบบผังภูมิออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์  ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน  15  ปี  นับแต่วันที่สร้างสรรค์แบบผังภูมินั้นเสร็จสิ้น 

อายุการคุ้มครอง  (มาตรา  19)

สำหรับระยะเวลาการให้ความคุ้มครองนั้น  กฎหมายกำหนดให้หนังสือสำคัญแบบผังภูมิมีอายุ  10  ปี  นับแต่วันยื่นขอจดทะเบียนหรือวันที่นำออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกแล้วแต่วันใดจะเกิดขึ้นก่อนแต่ระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองแบบผังภูมิต้องไม่เกิน  15  ปี  นับแต่วันที่สร้างสรรค์แบบผังภูมิเสร็จ  ดังนั้นหากล่วงพ้นระยะเวลา  15  ปี  นับแต่วันสร้างสรรค์แบบผังภูมิเสร็จ  ผู้สร้างสรรค์ก็ไม่สามารถนำแบบผังภูมิมาขอจดทะเบียนได้แม้ว่าจะไม่เคยนำแบบผังภูมินั้นออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ก็ตาม

สิทธิของผู้ทรงสิทธิ

ผู้ทรงสิทธิในแบบผังภูมิ  มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  22  คือ

  1. ทำซ้ำซึ่งแบบผังภูมิที่ตนได้รับการคุ้มครอง
  2. นำเข้า  ขาย  หรือจำหน่ายเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในแบบผังภูมิที่ได้รับความคุ้มครองหรือวงจรรวมที่มีแบบผังภูมิที่ได้รับความคุ้มครองประกอบอยู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีวงจรรวมประกอบอยู่

การอนุญาตให้ใช้สิทธิและการโอนสิทธิ

การอนุญาตให้ใช้สิทธิและการโอนสิทธิ  กฎหมายตรา  24-27  ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้

  1. สิทธิที่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิและโอนสิทธิ  ได้แก่  สิทธิในการทำซ้ำ  นำเข้า  ขาย หรือจำหน่ายตามที่กำหนดไว้ใน ข้อ  9.
  2. ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มิฉะนั้น  การอนุญาตและการโอนสิทธิจะไม่สมบูรณ์
  3. กรณีของผู้ทรงสิทธิร่วม  การอนุญาตให้ใช้สิทธิและการโอนสิทธิจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิร่วมทุกคน
  4. ในกรณีของการอนุญาตให้ใช้สิทธิผู้ทรงสิทธิจะกำหนดเงื่อนไขข้อจำกัดสิทธิหรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นการจำกัดหรือกีดกันการแข่งขันตามกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าไม่ได้ซึ่งได้แก่การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา27  ของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า  พ.ศ.  2542   เช่น  การกำหนดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในลักษณะที่สมรู้กันเพื่อมิให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าแข่งขันราคาได้หรือการลดคุณภาพของสินค้าให้ต่ำลงกว่าที่เคยผลิตแล้วจำหน่ายสินค้านั้นในราคาที่สูงขึ้น  เป็นต้น

การเพิกถอนการจดทะเบียน 

การเพิกถอนการจดทะเบียนแยกออกพิจารณาได้เป็น  2  กรณีคือการเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 28  และการเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา  30

  1. กรณีการเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา  28  จะเป็นการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบบผังภูมิที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา  14  และมาตรา  15  เช่น  ผู้ยื่นขอจดทะเบียนไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิขอรับความคุ้มครองตามที่กำหนดไว้ใน ข้อ 3. และไม่มีคุณสมบัติตามข้อ  4.  ตามที่กล่าวมาข้างต้น  หรือคำขอจดทะเบียนไม่มีรายการเอกสารครบถ้วนตามที่กำหนดไว้  ผู้มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียและจะต้องขอเพิกถอนภายใน  1  ปี  นับแต่วันประกาศโฆษณา
  2. กรณีการเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 30  จะเป็นการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบบผังภูมิที่ไม่มีลักษณะตามมาตรา  6  กล่าวคือแบบผังภูมิที่ขอจดทะเบียนไม่เข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อ  6  อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานให้คณะกรรมการทราบเพื่อสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนต่อไป

การสิ้นสุดการคุ้มครอง

สิทธิในแบบผังภูมิของผู้ทรงสิทธิจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  31  ดังนี้คือ

  1. ผู้ทรงสิทธิขอคืนหนังสือสำคัญแบบผังภูมิ
  2. หนังสือสำคัญแบบผังภูมิสิ้นอายุการคุ้มครองตามข้อ  8
  3. ผู้ทรงสิทธิไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในระยะเวลาที่กำหนด
  4. ผู้ทรงสิทธิตายและไม่มีทายาท
  5. อธิบดีหรือคณะกรรมการได้มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัย  หรือศาลได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียน

การบังคับใช้สิทธิ

สำหรับเรื่องการบังคับใช้สิทธินี้กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้

  1. ผู้ขอใช้สิทธิจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ทรงสิทธิ
  2. เมื่อมีการบังคับใช้สิทธิแล้วไม่ตัดสิทธิของผู้ทรงสิทธิเดิมในการที่จะใช้สิทธิของตนหรือใน

การอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ

3) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากการบังคับใช้สิทธิ  จะนำสิทธิที่ได้มานี้ไปให้บุคคลอื่นใช้สิทธิต่ออีกทอดหนึ่งไม่ได้  ในการบังคับใช้สิทธินี้อาจแยกออกพิจารณาได้เป็น  2  กรณีคือ  กรณีที่บุคคลทั่วไปขอใช้สิทธิและกรณีทีรัฐเป็นผู้ขอใช้สิทธิ

3.1) บุคคลทั่วไปขอใช้สิทธิตามมาตรา  32  กล่าวคือ

- เมื่อพ้นกำหนด  3  ปี  นับแต่วันรับจดทะเบียนและออกหนังสือสำคัญแบบผังภูมิผู้ทรงสิทธิได้ใช้สิทธิในลักษณะที่เป็นการจำกัดหรือกีดกันการแข่งขันตาม กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า

- ผู้ขอใช้ได้ขออนุญาตใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิแล้ว  แต่ตกลงกันไม่ได้

3.2) รัฐขอใช้สิทธิ  รัฐอาจขอใช้สิทธิในแบบผังภูมิของบุคคลใดได้เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

- เพื่อป้องกันประเทศ  การรักษาความมั่นคงแห่งชาติสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า  (มาตรา  34  )

- ในภาวะสงครามหรือในภาวะฉุกเฉินเพื่อการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงแห่งชาติ  (มาตรา  35 )

คณะกรรมการแบบผังภูมิ

คณะกรรมการชุดนี้มีทั้งหมด  13  คน  ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชนโดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของอธิบดีและพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแบบผังภูมิ  (มาตรา  39-47 )

การกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ทรงสิทธิ

การกระทำใดจะเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ทรงสิทธิหรือไม่กฎหมายได้กำหนดไว้ในมาตรา  22  ว่าผู้ที่ทำซ้ำ  นำเข้า  ขาย  หรือจำหน่าย  แบบผังภูมิวงจรรวมที่มีแบบผังภูมิประกอบอยู่  หรือตัวผลิตภัณฑ์ที่มีแบบผังภูมิของวงจรรวมประกอบอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิย่อมมีความผิดและต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิ

อย่างไรก็ตามกฎหมายมตรา  23  ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่าการกระทำบางอย่างไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ทรงสิทธิซึ่งได้แก่กรรมการกระทำดังกล่าวต่อไปนี้  คือ

  1. การทำซ้ำเพื่อใช้ในการประเมิน การวิเคราะห์ การวิจัย หรือการศึกษา
  2. การทำวิศวกรรมย้อนกลับ  (reverse  engineering)  เช่นการนำแบบผังภูมิของผู้ทรงสิทธิมาทำซ้ำเพื่อการศึกษาและในระหว่างที่ทำซ้ำเพื่อการศึกษานั้นก็ได้คิดค้นแบบผังภูมิซึ่งมีลักษณะความใหม่ผู้สร้างสรรค์แบบผังภูมิที่มีความใหม่สามารถนำแบบผังภูมินั้นออกจำหน่ายได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ทรงสิทธิในแบบผังภูมิเดิม

ข้อมูลดาวโหลดเอกสารเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่…..

ใส่ความเห็น

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>